แนวโน้มน้ำท่วมปทุม-กรุงเทพฯ จะเป็นยังไงต่อไป? อัปเดตสถานการณ์ล่าสุด สรุปครบจบที่เดียว!

อัปเดตน้ำท่วมปทุมธานี–กรุงเทพฯ

 

สถานการณ์น้ำท่วมปทุมธานี และกรุงเทพมหานคร ล่าสุด (ตุลาคม 2569): แนวโน้มภาพรวมคาดว่า “จะไม่เกิดมหาอุทกภัยซ้ำรอยปี 2554” เนื่องจากปริมาณน้ำสะสมในเขื่อนหลักทางตอนเหนือยังอยู่ในเกณฑ์บริหารจัดการได้ แต่ยังคงต้องเฝ้าระวัง “น้ำขังรอการระบายและน้ำล้นตลิ่ง” บริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และเขตพื้นที่รอยต่อ 3 จังหวัด (ปทุมธานี-นครนายก-กทม.) อันเกิดจากปัจจัยการสมทบกันของ น้ำเหนือหลาก น้ำฝนตกหนักสะสม และน้ำทะเลหนุนสูง ในช่วงปลายฝนต้นหนาว

 

อัปเดตสถานการณ์น้ำท่วมล่าสุด (ตุลาคม 2569): ปทุมธานี-กรุงเทพฯ กระทบแค่ไหน?

ช่วงปลายกันยายนถึงต้นตุลาคม 2569 ถือเป็นช่วงที่คนปทุมฯ และคนกรุงฯ ต้องลุ้นกันตัวโกย เนื่องจากร่องมรสุมพัดผ่านอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักสะสมกระจายทั่วพื้นที่ปริมณฑล

  • สถานการณ์ในพื้นที่ปทุมธานี: หลายอำเภอ เช่น คลองหลวง หนองเสือ และลำลูกกา กำลังเผชิญปัญหาน้ำท่วมขังข้ามสัปดาห์ โดยเฉพาะจุดรอยต่อระบายน้ำระหว่าง จ.ปทุมธานี และ จ.นครนายก ที่ต้องเร่งผันน้ำผ่านคลอง 13 และคลอง 14 ลงสู่คลองหกวาสายล่างเพื่อเจือจางมวลน้ำ
  • สถานการณ์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร: ฝนตกหนักทำให้น้ำในคลองสายหลัก (เช่น คลองประเวศบุรีรมย์ คลองแสนแสบ และคลองเปรมประชากร) มีระดับสูง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังบนถนนสายสำคัญ เช่น พหลโยธิน, วิภาวดีรังสิต, ลาดพร้าว และรามคำแหง ขณะเดียวกัน เขตทางตอนเหนืออย่างสายไหม คลองสามวา และหนองจอก ต้องเฝ้าระวังมวลน้ำหลากจากปทุมธานีอย่างใกล้ชิด

 

ทำความเข้าใจที่มาที่ไป: ทำไม “ปทุมฯ – กรุงเทพฯ” ถึงเจอน้ำท่วมซ้ำซาก?

ถ้าลองถอยกลับมามองเชิงโครงสร้างภูมิศาสตร์ ปทุมธานีและกรุงเทพฯ เปรียบเหมือน “แอ่งกระทะรับน้ำ” ของภาคกลางตอนล่าง การเกิดน้ำท่วมในพื้นที่นี้เกิดจากการปะทะกันของ 3 ปัจจัยหลัก (3 น้ำ) ดังนี้:

[น้ำเหนือ] ไหลลงมาจากภาคกลางตอนบนผ่านเจ้าพระยา

↓

[น้ำฝน] ตกสะสมในพื้นที่ เกินขีด ของระบบท่อ/คลอง   ──> เกิดน้ำท่วมขัง / รอการระบาย

↑

[น้ำหนุน] น้ำทะเลหนุนสูง ดันน้ำในแม่น้ำให้ดันกลับ

  1. น้ำเหนือ (Upstream Runoff): ปริมาณน้ำระบายจากเขื่อนเจ้าพระยาที่ไหลลงสู่ภาคกลาง
  2. น้ำฝน (Local Rainfall): ฝนตกหนักเฉพาะพื้นที่ (Urban Flooding) จนเกินขีดความสามารถของปั๊มและระบบท่อระบายน้ำ
  3. น้ำหนุน (High Tide): ช่วงอิทธิพลน้ำทะเลหนุนสูง ทำให้น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นและระบายออกสู่ทะเลได้ช้าลง

นอกจากปัจจัยธรรมชาติแล้ว การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว (Urban Sprawl) ทำให้พื้นที่รับน้ำธรรมชาติ หรือ แก้มลิง ลดลง ถนนและสิ่งก่อสร้างขวางทางไหลของน้ำ จึงทำให้น้ำขังในชุมชนนานกว่าในอดีต

 

แนวโน้มต่อจากนี้: จะซ้ำรอยมหาอุทกภัยปี 54 หรือไม่?

คำถามที่ทุกคนอยากรู้ที่สุดคือ “ปีนี้จะท่วมหนักเหมือนปี 54 ไหม?”

จากการประเมินของนักวิชาการและ กรมอุตุฯ (TMD) ระบุตรงกันว่า “โอกาสเกิดมหาอุทกภัยระดับปี 2554 เป็นไปได้น้อยมาก” ด้วยเหตุผลสำคัญดังนี้:

ประเด็นเปรียบเทียบ มหาอุทกภัยปี 2554 สถานการณ์ปัจจุบันปี 2569
จำนวนพายุเข้าไทย พายุเข้าต่อเนื่อง 5 ลูกติด พายุเข้าตามฤดูกาล ปริมาณน้ำฝนกระจายตัว
ความจุเขื่อนหลัก เขื่อนภูมิพล/สิริกิติ์ น้ำเต็มเขื่อน 100% ตั้งแต่ต้นฤดู มีการบริหารจัดการกักเก็บและระบายน้ำล่วงหน้า
เครื่องมือและเทคโนโลยี การแจ้งเตือนภัยและความพร้อมระบบสูบน้ำยังมีจำกัด กทม. (BMA) และ [suspicious link removed] ใช้ AI และระบบ IoT มอนิเตอร์แบบ Real-time

สิ่งที่เป็นไปได้มากกว่า: คือลักษณะ “ท่วมขังเป็นจุดๆ (Flash Flood)” และ “น้ำล้นตลิ่งในชุมชนนอกแนวคันกั้นน้ำ” บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองสายหลัก ซึ่งจะใช้เวลาระบายตั้งแต่ไม่กี่ชั่วโมงจนถึง 2-3 วัน ขึ้นอยู่กับปริมาณฝนและระดับน้ำทะเลหนุน

 

 

สรุปพื้นที่เสี่ยงต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ (Checklist)

หากคุณอาศัยหรือต้องเดินทางผ่านพื้นที่ต่อไปนี้ ควรวางแผนรับมือและเช็กสภาพอากาศล่วงหน้า:

  1. โซนจังหวัดปทุมธานี
  • อ.คลองหลวง / อ.ธัญบุรี: บริเวณถนนพหลโยธินหน้า ม.กรุงเทพ, ตลาดไท, ปากทางลำลูกกา
  • อ.หนองเสือ / อ.ลำลูกกา: พื้นที่เกษตรกรรมและชุมชนรอยต่อติด จ.นครนายก และ คลองหกวาสายล่าง
  1. โซนกรุงเทพมหานคร
  • กรุงเทพเหนือ/ตะวันออก: สายไหม, คลองสามวา, หนองจอก, มีนบุรี, ลาดกระบัง
  • จุดเสี่ยงน้ำรอการระบาย: ถนนแจ้งวัฒนะ, ถนนรัชดาภิเษก (ช่วงหน้าศาลอาญา), ถนนรามคำแหง, ถนนอ่อนนุช-พัฒนาการ
  • ชุมชนนอกคันกั้นน้ำ: ชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตบางซื่อ, ดุสิต, พระนคร และสัมพันธวงศ์

 

วิธีเตรียมตัวและช่องทางติดตามสถานการณ์แบบ Real-time

เพื่อรับมือกับแนวโน้มน้ำท่วมช่วงนี้ได้อย่างทันท่วงที แนะนำให้เตรียมพร้อมดังนี้:

  1. เช็กเรดาร์ฝนและแผนที่น้ำท่วม: ติดตามประกาศเตือนภัยจาก กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) หรือแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” เพื่อรับข่าวสารแจ้งเตือนและยื่นขอการช่วยเหลือเยียวยา
  2. เตรียมย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง: สำหรับบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ในจุดเสี่ยงลุ่มต่ำ หรือนอกแนวคันกั้นน้ำ
  3. วางแผนการเดินทาง: ตรวจสอบจุดน้ำท่วมขังบนถนนผ่านระบบมอนิเตอร์ของ กทม. ก่อนออกจากบ้านเพื่อหลีกเลี่ยงรถดับกลางทาง