ทำไมราคาทองคำพุ่งแรงทะลุ 80,000 บาท
ทำไมราคาทองคำพุ่งแรง ทะลุ80,000 บาทในเวลาอันรวดเร็ว? วิเคราะห์ด้วยข้อมูลจริงปี 2026
ในช่วงปี 2026 ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว จน ทะลุระดับ80,000 บาทต่อบาททองคำ กลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่นักลงทุนและคนทั่วไปค้นหาข้อมูลมากที่สุด
คำถามสำคัญคือ “ทองขึ้นแรงเพราะอะไร?” และการขึ้นรอบนี้เป็นเพียงกระแสชั่วคราว หรือสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก
บทความนี้จะอธิบาย สาเหตุหลักแบบตรงประเด็น โดยอ้างอิงข้อมูลจากตลาดโลก มุมมองนักวิเคราะห์ และโครงสร้างราคาทองคำจริง เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย ไม่วิชาการเกินไป และเป็นกลาง เหมาะสำหรับผู้อ่านที่กำลังตัดสินใจหรืออยากทำความเข้าใจตลาดทองคำในปี 2026
ทำความเข้าใจก่อน: ราคาทองคำไทยขึ้นได้อย่างไร
ราคาทองคำในประเทศไทยไม่ได้ขึ้นจาก “ความต้องการในประเทศ” เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก 3 ปัจจัยหลักที่ทำงานร่วมกัน
1) ราคาทองคำโลก (Gold Spot Price)
อ้างอิงจากตลาดโลก เช่น London Bullion Market และ COMEX ซึ่งสะท้อนมุมมองของนักลงทุนทั่วโลก
2) ค่าเงินบาท
เมื่อเงินบาทอ่อนค่า ราคาทองในประเทศจะสูงขึ้น แม้ราคาทองโลกจะทรงตัวก็ตาม
3) โครงสร้างตลาดทองคำในประเทศ
รวมถึงต้นทุนการนำเข้า การแปลงเป็นทองรูปพรรณ และสภาพคล่องของร้านทอง
หมายเหตุ: การที่ราคาทองไทยทะลุ 80,000 บาท ไม่ได้หมายความว่าราคาทองโลกต้องทำจุดสูงสุดใหม่เสมอไป แต่เป็นผลรวมของทั้ง “ทองโลก + ค่าเงิน”
เหตุผลหลักที่ทำให้ทองคำพุ่งแรงในปี 2026
1) ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองเพิ่มต่อเนื่อง
ข้อมูลจาก World Gold Council (WGC) ระบุว่าหลายประเทศยังคงเพิ่มสัดส่วนทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์
- เป็น “Demand ระยะยาว” ไม่ใช่การเก็งกำไร
- ส่งผลให้ราคาทองมีฐานราคาที่สูงขึ้นอย่างถาวร
2) ดอกเบี้ยจริง (Real Interest Rate) ยังอยู่ในระดับต่ำ
แม้หลายประเทศจะเริ่มลดดอกเบี้ย แต่เมื่อเทียบกับเงินเฟ้อแล้ว
ผลตอบแทนที่แท้จริงของตราสารหนี้ยังไม่สูงพอ ทำให้ทองคำยังน่าสนใจในฐานะสินทรัพย์รักษามูลค่า
3) ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
ปี 2026 ยังเต็มไปด้วยความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง เช่น
- ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ
- ความผันผวนของพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน
- ความเสี่ยงด้านการเงินของประเทศกำลังพัฒนา
ทองคำจึงถูกมองเป็น Safe Haven อย่างต่อเนื่อง
ทำไมรอบนี้ทอง “ขึ้นไว” กว่าที่หลายคนคาด
เงินทุนสถาบัน + ETF เข้ามาพร้อมกัน
ต่างจากรอบก่อน ๆ ที่ราคาทองขึ้นจากรายย่อย
รอบนี้มี นักลงทุนสถาบันและกองทุนETF ทองคำ เข้ามาพร้อมกัน ทำให้แรงซื้อเกิดในช่วงเวลาสั้น
พฤติกรรม “ซื้อเมื่อย่อ” (Buy on Dip)
นักลงทุนจำนวนมากไม่ได้รอราคาต่ำมากเหมือนในอดีต
ทุกครั้งที่ราคาย่อตัว จะมีแรงซื้อกลับทันที ทำให้ราคาฟื้นเร็ว
ราคาทองทะลุ 80,000 บาท สะท้อนอะไรกับนักลงทุน
1) ต้นทุนเฉลี่ยของตลาดสูงขึ้นแล้ว
ราคานี้สะท้อนว่า “ตลาดยอมรับราคาทองระดับใหม่”
ไม่ใช่เพียงจุดพีคจากข่าวระยะสั้น
2) ความผันผวนจะมากขึ้น
ราคาที่สูงขึ้น มักมาพร้อมการแกว่งตัวแรง นักลงทุนจึงควรแยกให้ชัดว่า
- ซื้อเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น
- หรือถือเพื่อกระจายความเสี่ยงระยะยาว
แล้วทองยังน่าซื้ออยู่ไหม หลังทะลุ 80,000 บาท?
คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์
- นักลงทุนระยะยาว → ยังใช้ทองเป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงได้
- ผู้ซื้อเพื่อออมทรัพย์ / สะสม → อาจใช้วิธีทยอยซื้อ (DCA)
- นักเก็งกำไรระยะสั้น → ต้องยอมรับความผันผวนที่สูงขึ้น
หลายคนเลือกผสมผสานการลงทุนกับการถือครอง ทองรูปพรรณหรือเครื่องประดับทอง ที่มีคุณค่าใช้งานจริง ซึ่งเป็นแนวทางที่พบได้บ่อยในตลาดไทย
(ดูตัวอย่างแนวทางการเลือกทองได้ที่ 👉 www.bangkokgolds.com)
FAQ: คำถามยอดฮิตที่คนค้นหา
ราคาทองจะไปถึง 90,000 บาทไหม?
ยังไม่มีใครตอบได้ชัดเจน ขึ้นกับค่าเงิน ดอกเบี้ย และแรงซื้อของธนาคารกลาง แต่แนวโน้มระยะยาวยังคงผูกกับความไม่แน่นอนของโลก
ควรรอราคาย่อลงก่อนค่อยซื้อไหม?
สำหรับผู้ที่ไม่ได้เร่งรีบ การทยอยซื้อเป็นรอบ ๆ ช่วยลดความเสี่ยงจากการเข้าที่ราคาสูงเกินไป
ทองแท่งกับทองรูปพรรณ เลือกแบบไหนดี?
ทองแท่งเหมาะกับการออมมูลค่า ส่วนทองรูปพรรณได้ทั้งการใช้งานและมูลค่าในระยะยาว ขึ้นกับเป้าหมายของแต่ละคน
สรุป: ราคาทองที่ทะลุ 80,000 บาท ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ
การพุ่งแรงของราคาทองคำในปี 2026 เป็นผลจาก โครงสร้างเศรษฐกิจโลก + นโยบายการเงิน + พฤติกรรมนักลงทุน ไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว
สำหรับผู้ที่สนใจทองคำ การทำความเข้าใจ “ที่มาและจังหวะของราคา” จะช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเร่งรีบหรือคาดหวังผลระยะสั้นเกินไป
หากต้องการข้อมูลทองคำ เครื่องประดับ หรือแนวทางการเลือกทองที่เหมาะกับเป้าหมาย สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่
👉 เว็บไซต์Bangkok Golds | Facebook: Bangkokgolds



